Changemakers Toolkit Module 1: Idea Development

จุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้างโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมควรเริ่มจากตรงไหน? เราจะมองหาโอกาสในการแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีอะไรได้บ้าง?

School of Changemakers ได้พัฒนา Changemakers Toolkit ชุดเครื่องมือสร้างโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมสำหรับ (ว่าที่) นักสร้างการเปลี่ยนแปลง (Chengemaers to be) จากการทำงานสนับสนุนนักเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อช่วยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่สามารถริเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคม อย่างสร้างสรรค์ ด้วยทักษะ ความสนใจที่ตนเองมี เพราะเราเชื่อว่า ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ตัวเอง โดยชุดเครื่องมือทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 Modules ตามลำดับขึ้นของการพัฒนาโครงการ จากแนวคิด ไปสู่การลงมือทำ และวัดผล ได้แก่

Module 1: Idea Development
Module 2: Model & Plan
Module 3: Take Action & Evaluation

ในบทความเป็นการสรุปเครื่องมือใน Module 1: Idea Development พร้อมกระบวนการแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาแนวคิดและไอเดียการเแก้ปัญหาของว่าที่นักสร้างการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะเริ่มทำ Prototype เพื่อทดสอบแนวคิดในการแก้ไขปัญหานั้น เหล่าว่าที่นักสร้างการเปลี่ยนแปลงจะต้องผ่านต้องผ่านขั้นตอนหลักๆ อะไรบ้าง โดยเครื่องมือใน Module นี้ประกอบไปด้วย

1. Find Your Passion or Inspiration
DREAM IT DO IT

2. Empathize and Define Problem 
PROBLEM SITUATION
PROBLEM RESEARCH PLANNING
EMPATHIZE FORM
REFLECTION
ICEBERG MODEL

3. Ideate and Validate Solutions
CRAZY 8’s
SOLUTION SKETCH & GETTING FEEDBACK

4. Prepare to Prototype
THEORY OF CHANGE

สามารถดาวน์โหลด Module 1: Idea Development Worksheet  ได้ที่นี่

1. Find Your Passion or Inspiration: “ตัวเรา” คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลง
จากประสบการณ์การสนับสนุนนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) ของ School of Changemakers เราพบว่า นักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จมากมายต่างเริ่มโครงการหรือกิจการเพื่อสังคมจากความสนใจของ “ตัวเอง” เพราะการแก้ไขปัญหาสังคมนั้นต้องใช้เวลา และระหว่างทางอาจจะเจออุปสรรค ความยากลำบากต่างๆ รวมถึงต้องมีความเชื่อมั่นและมีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ทำจึงจะสามารถหาแนวร่วมมาช่วยกันทำได้  หลายๆ เราพบว่า คนจำนวนมาก ไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ต้องรอให้พร้อม รอนโยบาย รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ลงมือทำ มองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้อย่างไร

ดังนั้นในเครื่องมือ Dream It Do It นี้ เราอยากให้ทุกคนที่สนใจเริ่มลงมือแก้ปัญหาบางอย่าง ได้เริ่มสร้างไอเดียการแก้ปัญหาด้วยจุดตั้งต้นจากความชอบ ความสนใจของตนเอง ทักษะที่มี สิ่งที่ทำได้ดี และลองค้นหาประเด็นปัญหาสังคมที่ตนเองสนใจ/เกี่ยวข้องด้วยผ่านเครื่องมือที่ 1. Dream it Do it (DIDI) 

2.  Empatize and Define Problem: ทำความเข้าใจปัญหา ค้นหาข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insights) ผ่านการทำความเข้าใจปัญหาและกลุ่มเป้าหมาย
– Empatize
หลังจากสำรวจตัวเองกับประเด็นปัญหาที่สนใจ และได้ไอเดียตั้งต้นเพื่อแก้ปัญหาจาก DIDI แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการทำความเข้าใจปัญหาและกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาเหล่านั้น ผ่านเครื่องมือที่ 2. Problem Situation เพราะหัวใจของการแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ “การตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง” บางปัญหา (ที่เราคิดว่าเป็นปัญหา) อาจไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบางความต้องการ (ที่เราคิดว่าเขาต้องการ) ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเช่นกัน เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราสำรวจความเข้าใจที่เรามีต่อสถานการณ์ของปัญหาตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะพบกับข้อมูลเดี่ยวกับปัญหาที่เราไม่รู้หรือตอบไม่ได้ ต้องหาข้อมูลศึกษาเพิ่ม ไม่แน่ใจและต้องการการยืนยันอยู่จำนวนหนึ่ง จึงต้องมีการวางแผนเพื่อทำความเข้าใจผ่านเครื่องมือที่ 3. Problem Research Planning  พร้อมใช้เครื่องมือที่ 4. Empathize Form เป็นตัวช่วยเมื่อมีการสัมภาษณ์เพื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง และกลับมาสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากลงพื้นที่ รวมไปถึงสะท้อนหาโอกาสในการแก้ไขปัญหาด้วยเครื่องมือที่ 5. Reflextion

– Define Problem
เมื่อเก็บข้อมูลพร้อมทำความเข้าใจปัญหา และใส่ข้อมูลทั้งหมดที่ได้เรียนรู้และรับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมายลงไปในเครื่องมือ Problem Situation แล้ว เราจะได้ภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาตามความเป็นจริงในปัจจุบัน และมีข้อมูลพร้อมสำหรับการวิเคราะห์หาโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insight) ต่อในเครื่องมือ 6. Iceberg Model แบบจำลองการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ จากนั้นเลือก 1 ประเด็นตั้งต้นที่เป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปใช้ในการค้นหาไอเดียหาวิธีการแก้ไขในขั้นตอนต่อไป

3. Ideate and Validate Solutions: ค้นหาไอเดียในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ และการทดสอบไอเดีย
– Ideate 

จากที่เราได้โจทย์ของปัญหาสังคมที่เป็นข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในการแก้ไขปัญหา (Problem Insights) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการค้นหาไอเดีย ซึ่งสามารถทำด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Crazy 8’s , Brainstorming หรืออื่นๆ นอกจากนี้อย่าลืมว่าไอเดียที่ใช้แก้ปัญหาที่เลือกสุดท้ายควรพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกับความสนใจและทักษะของตนหรือสมาชิกในทีม (เครื่องมือ Dearm it Do it ) ประกอบเข้าไปด้วยหรือไม่

– Validate Solutions
ทวนความถูกต้อง (Re-Check) ของไอเดียเพื่อให้แน่ใจว่าไอเดียนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมายได้จริง ด้วยเครื่องมือ Solution Sketch และ Idea Validation โดย Solution Sketch เป็นการวาดไอเดียที่เลือกออกมาเป็นรูป พร้อมเขียนบรรยายให้เข้าใจง่ายว่าเราจะทำอะไร อย่างไร จากนั้นทำการ Idea Validation ด้วยการขอความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อ Re-Check ว่าไอเดียนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงก่อนลงมือทำ นอกจากนี้ขั้นตอนนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อนำมาต่อยอดให้ไอเดียของเราตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

4. Prepare to Prototype: เห็นภาพรวมทั้งโปรเจกต์ด้วยการตั้งสมมติฐานในทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change)
จากการระดมไอเดียเพื่อหาวิธีที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาโดยเน้นการใช้ทักษะ ความสนใจของตนหรือสมาชิกในทีมแล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่การตั้งสมมติฐานด้วยเครื่องมือสุดท้ายใน Module นี้ คือ 8. Theory of Change (ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง) เครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการทดสอบว่าแนวคิดหรือวิธีการที่เราคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ อย่างไร ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์หรือกิจการเพื่อสังคมในภาพเดียว


Module 1 tips: 

  • เครื่องมือต่างๆ ใน module นี้เป็นเพียงจุดตั้งต้นเพื่อพัฒนาแนวคิด ไปสู่สมมติฐานการเปลี่ยนแปลงสามารถนำมาใช้แยกกันได้ และข้ามขั้นตอนได้ เพราะแต่ละโปรเจกต์อาจอยู่ใน stage ที่ต่างกัน เช่น บางโปรเจกต์มี insight ปัญหามาแล้ว สามารถข้ามไปหาไอเดียได้เลย
  • แต่ในขณะเดียวกัน แม้ทีมจะมีไอเดียมาแล้ว ถ้าทีมรู้สึกว่าประเด็นปัญหาที่ frame ออกมายังไม่แข็งแรงพอ หรือมี insights ที่ไม่ชัดเจน ไม่สมเหตุสมผล ก็ควรกลับไป empathize เพิ่มเติม
  • ใน Module 1 นี้ อาจต้องมีการทำขั้นตอนต่างๆ ย้อนกลับไปกลับมา เพื่อ reframe ปัญหาจนกว่าจะได้ประเด็น insights และไอเดีย การต้องกลับมาทำซ้ำ จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่ความล่าช้า  เช่น ถ้าทีมยังตอบ Problem Situation ไม่ได้ ก็ต้องให้ถอยกลับไปทำความเข้าใจปัญหา (empathize) ใหม่ หรือถ้ายังทำ ไม่ได้ ก็ต้องกลับไปเตรียมข้อมูล Problem Situation ให้มากขึ้นก่อน เป็นต้น
  • โดยส่วนมากแล้ว การตั้งต้นจาก คำถามที่ใช่ สำคัญมาก เป็นเหมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้เวลาในส่วนนี้ 50-60% เลยทีเดียว อย่าเพิ่งกระวนกระวาย รีบกระโดดไปหา “ทางแก้” หากเรายังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร เพราะเมื่อปัญหาเราชัด การออกไอเดียในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก
  • ในขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา การลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหา การตั้งเป้าหมาย หรือการคิดหาไอเดียนั้น มีเครื่องมือและวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่ทีมเลือกใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเครื่องมือนี้ (สามารถใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่เรียนรู้มาได้)  แต่สุดท้ายต้องสามารถตอบ Theory of Change ได้อย่างชัดเจน

ที่มา : เว็บไซต์ School of Changemakers