กลุ่มนูซันตารา-นราธิวาส เปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนชายแดนใต้

กลุ่มนูซันตารา-นราธิวาส เปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนชายแดนใต้

หากพูดถึงพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่การรวมตัวกันของเด็กและเยาวชนเพื่อแสดงศักยภาพ ในพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ อาจจะสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง หากจำกัดการมองมาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นชายขอบที่ไม่ค่อยถูกแลมอง การรวมตัวกันของเด็ก ๆ คงไม่ได้เห็นบ่อยนัก และการเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพยังมีข้อจำกัด

ตำบลสามัคคี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จึงเป็นหมุดหมายที่แกนนำเยาวชนกลุ่ม ‘นูซันตารา’ ภายใต้การดูแลของมูลนิธินูซันตารา ได้เข้าไปทำงานกับเด็ก และคุณครูในโรงเรียนตาดีกา ‘หญิง’ นัสริม ปาแต พี่เลี้ยงของกลุ่มบอกว่าเธอเป็นคนที่ใกล้ชิดกับพื้นที่และเด็กมากที่สุด ด้วยความที่ชุมชนห่างไกลจากตัวเมือง รวมไปถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ น้อยนักที่จะได้รับการสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นมา

“เราเคยคลุกคลีกับคนในพื้นที่ค่ะ รู้ว่าน้องมีความสามารถแต่ว่ายังไม่มีใครสนับสนุน เลยคิดว่าจะทำเวทีแสดงศักยภาพเพื่อให้เด็กได้แสดงออกในสิ่งที่เขาอยากทำ”

เสียงของ ‘อัง’ รีฟฮาน กาเต๊ะ แกนนำเยาวชนเห็นพ้องต้องกัน จากข้อค้นพบสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของโครงการส่งเสริมแกนนำเด็กและครูผู้ปกป้องสิทธิเด็ก ‘เด็กนักสู้ ครูผู้ปกป้อง’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวายไอวาย (why i why Foundation), Sida (Swedish International Development Cooperation Agency) และมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย (Save the Children Thailand) ที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมสร้างสรรค์และแสดงศักยภาพของตนเอง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ติดตัวมาแต่กำเนิดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ระบุว่า เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอดปลอดภัย มีสิทธิได้รับการปกป้องคุ้มครอง มีสิทธิที่จะได้รับการพัฒนาในมิติต่าง ๆ และมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม

ประสบการณ์จากการเป็นอาสาสมัครในมูลนิธินูซันตาราตั้งแต่ยังเรียนมัธยม ต่อเนื่องมาจนถึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทำให้แกนนำเยาวชนคุ้นเคยและมีทักษะในการทำงานกับชุมชนเป็นอย่างดี หญิงเล่าถึงกระบวนการเข้าหาชุมชนโดยเชื่อมโยงผ่านโรงเรียนตาดีกาซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนา ด้วยบริบทของพื้นที่ วัฒนธรรม รวมไปถึงภาษาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานเท่าไหร่นัก ขณะเดียวกัน ‘ฟา’ ฟาตีฮะห์ สุหลง บอกว่า การสื่อสารกับคนในชุมชนใช้ภาษามลายูเป็นหลัก รวมไปถึงการประสานงานผ่านคุณครูจากโรงเรียนตาดีกาทำให้เข้าถึงชุมชนได้ง่าย ในกระบวนการทำงานของแกนนำเยาวชนมีการแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนตามความถนัด หญิงรับผิดชอบการประสานงานและอยู่เบื้องหลัง โดยมีฟาและอังอยู่เบื้องหน้า ใช้ทักษะการสื่อสารในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับเด็กและเยาวชน

สร้างพื้นที่และเสียงของเด็กในสามจังหวัดชายแดนใต้

ในปีแรกกลุ่มนูซันตาราได้มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลสถานการณ์ปัญหา ฟาเล่าถึงปัญหาที่พบว่าเด็กในโรงเรียนตาดีกาส่วนหนึ่งยังขาดความกล้าในการสื่อสารและแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ ในขณะเดียวกันบริบทสังคมในสามจังหวัดยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กของคนในครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนไม่เข้าใจวิถีของเด็ก หลายครั้งจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน จึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับหลักสิทธิเด็กที่จะทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง รู้จักปกป้องตนเอง และคาดหวังไปถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของคนในครอบครัวเพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนลูกหลานของตนเองมากขึ้น

ก้าวต่อมาในปีถัดไป คือการจัด ‘เวทีแสดงศักยภาพเด็กและเยาวชน’ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์จากภาคีเครือข่าย เช่น วาดรูป และอ่านหนังสือ ส่วนช่วงเย็นเป็นเวทีหลัก มีทั้งการบรรยายหลักคำสอนศาสนาเป็นภาษามลายู ชวนผู้ใหญ่ทำความเข้าใจและเคารพพื้นที่ของเด็ก การขับร้องอนาซีด การแสดงปันจักสีลัต และการแสดงอื่น ๆ ที่เด็กและเยาวชนออกแบบเอง ผลตอบรับจากชุมชนเกินความคาดหมาย ผู้ใหญ่จำนวนมากยอมรับว่าได้มุมมองใหม่ในการปฏิบัติต่อเด็ก

ปีสุดท้าย นูซันตาราสรุปบทเรียนเป็นสื่อการเรียนรู้สิทธิเด็กภาษามลายู ส่งมอบให้โรงเรียนตาดีกาใช้เป็นคู่มือถ่ายทอดความรู้ต่อไป เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจสิทธิของตนเอง และสร้างการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน

ก้าวเล็ก ๆ สร้างการเปลี่ยนแปลง

ก้าวเล็ก ๆ ของหญิง ฟา และอัง จากเยาวชนจิตอาสาสู่แกนนำที่สามารถรับผิดชอบโครงการด้วยตนเอง คือเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและประสบการณ์ใหม่ที่พัฒนาศักยภาพของพวกเธอขึ้นอีกขั้น การสนับสนุนจากมูลนิธิ why i why มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการเติมเต็มความรู้เรื่องสิทธิเด็ก การมอบเครื่องมือทำงานที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง รวมถึงการมีทีมกลางคอยติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทำให้โครงการแต่ละกิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้การทำงานจะไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ในเวลาอันสั้น แต่เพียงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของเด็กก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่มีคุณค่า

หญิงเล่าว่ามีเด็กบางคนบอกว่ากิจกรรมเปลี่ยนชีวิตเขา จากคนที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตอบคำถามในห้องเรียน กลายเป็นคนที่ยกมือถามและเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันอย่างมั่นใจ

การเดินทางตลอดสามปีทำให้ทั้งสามคนเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างชัดเจน หญิงตระหนักว่าหลายเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนไม่อาจใช้ความคิดของตนเองตัดสินทั้งหมดได้ ยิ่งคลุกคลีกับพวกเขามากเท่าไร ก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะเข้าใจมากขึ้น ฟาเองก็ปรับพฤติกรรมของตนเพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้น้อง ๆ ขณะที่อังมองว่าการมีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออกช่วยเปิดโลกทัศน์ และครอบครัวคือรากฐานสำคัญที่จะต้องคอยดูแล ปกป้อง และสนับสนุน

เสียงของหญิงในฐานะเยาวชนจึงย้ำถึงผู้ใหญ่ว่าการสนับสนุนพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโต ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้พวกเขาเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ